J-NON's profileJ-NON เทพีแห่งความหายนะ ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 02

    บันทึก J-NON วันที่ 17

     
    อันเนื่องมาจากว่าเขียนบันทึกไว้ที่ non196.hi5.com แล้วปัญหาเยอะเกิน เดี๋ยวอัพได้เ
    เดี๋ยวอัพไม่ได้ สามวันดี สี่วันไข้เกินไปแล้วนะ hi5
    J-NON จึงต้องกลับมาตายรังที่ space

    เปิดมาก็เจอบันทึกวันที่ 17 เลย
    แล้ววันที่ 15-16 ไปไหน
    พอดี โดดข้ามมิติมาเลยไม่ได้เขียนไปสองวัน นอกจากนั้นก็เขียนอยู่ที่ non196.hi5.com น่ะ
    (จริงๆแล้วติดกิจกรรมรับน้องและอื่นๆๆๆ บลา บลาๆๆ)
    ยอดเงินในบัญชีล่าสุดของวันนี้
    หลังจากถอนเงินออกมาเตรียมจ่ายค่าหอแล้ว
    เหลือตังค์อยู่ 500 บาท
    ถ้าอยู่กินแบบสงบๆ คงอยู่ได้อีกสัปดาห์นึง
    เมื่อวานนอนกลางวัน แต่ตื่นตอนเย็น
    ล่อเข้าไปตื่นซะห้าโมงครึ่ง
    เลยไม่ได้ปั่นจักรยานไปบางขุนเทียนตามแผน
    แถมกลับมาก็ไม่ยกเวท
    และก็ไม่ไปงาน A GreenDay
    สรุปสองวันนี้ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากโหลด Bit หนังไป 4-5 เรื่อง
    รายงานการกิน
    เช้า  เกาเหลาลูกชิ้นปลา +( เผือกทอด + เกี๊ยวทอด 10 บาท)
          ไก่สติ๊ก (ของไก่ย่าง 5 ดาว) 20 บาท
    เย็น   ลูกชิ้นสามไม้

    ปั่นจักรยานสาย พุทธบูชา 36 - วัดบัวผัน - วัดคลองสวน - บ้านปุ้ย - ประชาอุทิศ
    ค่ำ   น้ำพริกกะปิ มะระทอด 1 แพ แตงกวา 5 บาท

    แล้ววันนี้ก็ไม่ได้ยกเวท สาเหตุเพราะเจ็บไหล่ซ้าย+ต้นคอเล็กน้อย แต่ขี้เกียจสาหัสกว่า
     
    May 01

    เหมือนจะมีเหตุผล แต่จริงๆแล้วเอาแต่ใจ

    เหมือนจะมีเหตุผล แต่จริงๆแล้วเอาแต่ใจ
    ไม่ต้องบอกให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย เพราะไม่เคยคิดจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้น
    นันขอเป็นเด็กที่เอาแต่ใจนอนดิ้นชี้ๆจะเอาของเล่นแต่เป็นตัวของตัวเอง
    ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ซื้อการควบคุมของใครต่อใคร เอามาสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองพอใจ

    ขอให้เหตุผลเชิงตรรกะจากความเอาแต่ใจสำหรับการไม่เข้าสำนักงานทั้งๆที่อดทนอีกเดือนเดียวเราก็จะจากกันด้วยดี
    ข้อที่ 1  ถ้านันยังอยู่ที่นั่น นันจะเป็นคนทำลายองค์กรเอง  ถ้าพี่ๆจะย้อนถามด้วยคำถามเดิมว่า นันรักองค์กรมั้ย
          นันรักองค์กร เพราะฉะนั้นนันควรจะออกไปเมื่อรู้ความสึกและรู้ความคิดของตัวเองว่า
                    "การอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ชอบนั้น ถ้าไม่ยอมรับมัน ก็ต้องกำจัดมัน ซึ่งนันเลือกที่จะทำอย่างหลัง"
          นันรักองค์กร แต่มันไม่ได้หมายความว่า นันจะรักและยอมรับการดำรงอยู่เพื่อนร่วมงานได้ทั้งหมด เหมือนกับความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
          เพราะ นันไม่มีความสามารถในการเปิดใจที่จะทำความเข้าใจกับการมีอยู่ของคนอื่นๆ และตัวเองมีความอดทนไม่พอ 
          นันไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานแบบเด็กเล่นของเล่น สนใจชิ้นนี้ก็เล่นชิ้นนี้ ชิ้นนี้เบื่อแล้วก็ไม่เล่นต่อทั้งๆที่ยังเล่นไม่จบ
    ข้อที่ 2  หากไม่ต้องการกำจัดสิ่งที่ไม่ชอบ  ก็แค่อย่าอยู่ร่วมกับมัน
                    "นันรู้สึกรังเกียจตัวเอง เวลาที่ตัวเองรู้สึกรังเกียจใคร"
          นันรู้สึกรังเกียจเวลาที่เพื่อนร่วมงานวางตัวใหญ่โต คุยโว ในสิ่งที่ตัวเองมีส่วนในการร่วมสร้าง 
          และคนที่ใช้ลิ้นวาดภาพสร้างหอคอยให้ตัวเองอยู่สูง แต่ความจริงเขายืนอยู่บนกองอิฐที่ไม่ได้ก่อด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป
          นันเกลียดการจะวัดการกระทำของใครว่ามันยิ่งใหญ่หรือมันน้อยนิด เพราะนันโตมาในครอบครัวที่เปรียบเทียบและแข่งขันกันมาตั้งแต่เด็ก
          แต่การดูถูกว่าสิ่งที่คนอื่นทำมันน้อยนิด แล้วยัดเยียดว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันช่างยิ่งใหญ่ และ สำคัญ มันทำให้นันรู้สึกรังเกียจ
          ยิ่งนันพบว่าเขาทำแบบนี้บ่อยเท่าไร ความรู้สึกรังเกียจตัวเองของนันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน จนนันอยากจะทำลายมัน
    ข้อที่ 3 ถ้านันยังอยู่ นันก็เป็นปัญหาขององค์กร
                   " ข้อที่ 1 + ข้อที่ 2 = ข้อที่ 3 "
           ไม่มีนันสักคน บรรยากาศในออฟฟิศมันดีขึ้นเยอะ พี่ลองมองไปรอบๆซิ
     
    จริงๆแล้วยังมีหลายเรื่องที่อยากจะเขียนเล่าไว้ แต่รู้ว่าพี่ไม่มีเวลาอ่านอะไรยาวๆ จึงขอจบแค่นี้

    ต่อไปจะเป็นรายละเอียดสำหรับแจ้งในที่ประชุมสำนักงาน
    1. นันเกรงว่าเดือนนี้จะต้องลาหลายวันสำหรับสอบและเตรียมสอบและร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัย จึงขอออกก่อนกำหนด 1 เดือน
    2. นันทำงานผ่าน internet ได้เหมือนเดิมค่ะ หลังจากนี้ถ้ามีงานให้ช่วยก็แจ้งใน MSN หรือ อีเมล์ค่ะ

    สุดท้ายนี้
         ขอให้เคารพการตัดสินใจ หลังจากนี้ไปนันจะมีสถานะเป็นอาสาสมัครเหมือนก่อนแล้ว
         ปีครึ่งที่ผ่านมาได้สร้างกระบวนการคิด วิธีการทำ และแนวคิดที่ต่างไปจากเดิม 
         คนเราก้าวเดินไปทุกวัน แต่ปีครึ่งที่ผ่านมานันก้าวได้ยาวและก้าวได้เร็วกว่าก้าวก่อนๆ (เออ เกือบจะวิ่งแล้วล่ะ)
         เพราะคุณพี่หนูหริ่งที่ให้โอกาส ให้นันได้มาเดินบนทางเส้นนี้
         จะมีสิ่งที่เสียดายอย่างเดียวก็คือ นัน เสียดาย ที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ
         เสียดายที่เพิ่งรู้จักเก่ง เสียดายที่เพิ่งรู้จักนิ่ม เสียดายที่เพิ่งรู้จักโหน่ง เสียดายที่เพิ่งรู้จักเอก
         เสียดายที่เพิ่งรู้จักพี่โอ๋ เสียดายที่เพิ่งรู้จักก้อย เสียดายที่เพิ่งได้รู้จักฝน
         เสียดายที่นันเอาเวลาไปทำงานหมดจนไม่ได้คิดที่จะเอาเวลาไปใช้กับเพื่อนทุกๆคนให้มากกว่านี้

                                                                                 นัน

          
          
           
           
          
     
    January 07

    Tag blog ขอบคุณที่โดนด้วยคน

    เมื่อสองวันก่อน (ก่อนที่จะพิมพ์ไอ้เนี่ย) ก็เข้าไปดู Blog ไอ้แอนนน
    เริ่มเห็นๆแล้วไอ้ Tag Blog เนี่ย เออ ก็น่าเล่นเหมือนกัน แต่ คงไม่มีใครส่งมาหาหรอก
    ว่าแล้วก็ทำงานสัพเพเหรกต่อ และแล้ววันนี้ไอ้ที่หวั่นๆก็เป็นจริง ไอ้เจ ส่ง Tag Blog มาถึงกูจนได้ ก็นึกแล้วเชียวว่าต้องโดน
    อันสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรม Tag Blog ซึ่ง ไอ้แอนนนนน  เป็น Upline คนที่หนึ่ง
    แล้วแพร่ต่อมาจากน้องเดือน  --> มาสู่ไอ้เจ 
    บัดนี้ข้าพเจ้านับเป็นอันดับที่ 3 นับจากไอ้แอนนนนลงมาที่ได้รับกระแสวัฒนธรรมนี้
    หากท่านผู้ใดสงกะสัยว่าวัฒนธรรมนี้มันไปมา เป็นกันเยี่ยงไรก็เสิร์ชๆ ตามบุคคลที่เป็น Uplineของข้าพเจ้าดูละกัน



    แต่ถ้าให้เขียนเปิดตัวล่ะก็เขียนได้นะ เปิดหมดจรดหัวใจ
    เริ่มเหอะ

    1. J-NON มาจาก เจ๊นัน เป็นชื่อที่เพื่อนไม่สนิท เพื่อนสนิท แม้กระทั่งคนที่เพิ่งรู้จักมักใช้เรียกกันโดยมิได้นัดหมาย
    ชื่อจริงๆคือ ศิรินันต์ คือ สมัยอยู่ป. 6 เพื่อนบางคนก็เรียก หรินัน ฟังๆ ดูแล้วคล้าย หริภา ไม่เอา อย่าเรียกเลย มันใกล้คุก
    ชื่อเล่นจริงๆนั้น ชื่อ นุช ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีใครเรียก ที่มามันอยู่อยู่ว่าสมัยเรียนประถม ที่โรงเรียนเค้าเรียกแต่ชื่อจริงกัน
    ไม่ค่อยเรียกชื่อเล่น ส่วนพอขึ้นมัธยมมาเค้าก็เรียกนุชกันนะ แต่สุดท้ายทุกท่านก็มาเรียกว่าเจ๊นันกันโดยมิได้นัดหมาย
    ขึ้นมหาลัย ก็ดันอยู่เอกเดียวกับไอ้นุช ซึ่งจบที่บ้านหมี่วิทยามาด้วยกัน แถมเสือกอยู่ภาควิชาเดียวกัน
    เดี๋ยวเพื่อนจะสับสน ก็เลยให้เพื่อนๆและพี่ๆเรียกว่า นัน แต่สุดท้ายทุกท่านก็มาเรียกว่าเจ๊นันกันโดยมิได้นัดหมายเช่นเดิม

    2. J-NON เป็นลูกสาวคนโตสุดในครอบครัว โดยเป็นลูกคนเดียวอยู่นานถึง 9 ปี จากนั้นจึงมีน้องชื่อไอ้กี้ตามมา
    คาดว่า พ่อกับแม่คงลงความเห็นว่า ไอ้คนโตแม่งทำออกมาแล้วไม่ได้เรื่องว่ะ ทำใหม่อีกคนดีกว่า จึงเกิดเป็นไอ้กี้ต่อมา
    และหลังจากมีไอ้กี้ได้ 5 ปี พ่อกับแม่คงลงความเห็นว่าไอ้กี้ก็ไม่ได้เรื่องว่ะทำใหม่อีกทีดีกว่า จึงเกิดเป็นไอ้นัท
    สรุปแล้วหลังจากมีไอ้นัท ทั้งสองท่านคงลงความเห็นว่าแม่งไม่ได้เรื่องว่ะ กูไม่เอาแล้ว จึงมีปรากฏเป็นพี่น้องกันอยู่สามคน
    ซึ่งมีอายุห่างกัน จากนัน 15 ปี และ  9 ปี

    3.  โดยส่วนตัวเเล้วนั้นเป็นคนที่ไม่ชอบเปิดเผยตน พื้นหลังมันมีมาตั้งแต่สมัยอยู่อนุบาล
    ที่บ้านป้าเค้าถ่ายรูปตัวเองครึ่งตัวในชุดนักเรียนไว้ให้ แล้วปรากฏว่าภาพนั้นมันเป็นภาพยิ้ม ที่ยิ้มแล้วดูโง่มากๆ 
    หน้าตาตัวเองก็เหมือนเด็กออทิสติกอยู่แล้ว ยิ่งยิ้มท่านั้นยิ่งเหมือนเด็กปัญญาอ่อนเข้าไปอีก
    นับแต่นั้นมาจึงตั้งปณิธานตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาลนั้นเป็นต้นมาว่า กูจะไม่ถ่ายรูปตัวเอง และ กูจะไม่ยิ้ม มีไรมั้ย
    4. เกี่ยวกับคอมฯ จะอยากรู้กันไปทำไม
    จุดเริ่มเกี่ยวกับงานเว็บ นี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์ไก่ และ อาจารย์เหนียว ที่เปิดโอกาสตอนปีสอง
    อบรมเว็บมาสเตอร์เบื้องต้นให้ทำเว็บเป็น ดูแลเว็บของภาควิชาได้ นั่นแหละก้าวแรกจริงๆของงานเว็บ
    ส่วนงานกราฟฟิคนั้นต้องขอบคุณ SMO และ หมู ที่ช่วยสอน Photoshop โดยใช้เครื่องคอมที่ Smo น่ะแหละ
    แม้ว่าบิดาจะเป็นครูสอนคอม แต่ท่านก็หวงคอมของท่านยิ่งชีพ จึงได้จับแค่งาน Basic
    ไม่ได้ลงจริงจังกันไปถึงไหน เพราะเจอกันทีไรจู้จี้ทุกที สอนคอมกันทีไรได้น้ำตาทุกที เลยไม่เอา ไม่อยากให้คนอื่นสอน
    จริงแล้วไม่ใช่แค่เรื่องคอมนะที่ไม่ชอบให้คนอื่นสอน จริงๆแล้วเป็นทุกๆเรื่องเลยที่ไม่ชอบให้คนอื่นสอน
    เพราะ มันมีปม มาจากพ่อนี่แหละที่สอนกันทีไรได้เรื่องทุกที กูอยากเก่งนะ กูอยากเก่งกว่าทุกๆคน
    แต่กูจะเรียนด้วยตัวเอง แล้วก็จะเก่งกว่าทุกๆคนให้ดู จนกลายเป็นความขบถ ขบถทุกอย่างที่เข้ามาหาตัวเอง
    และขบถต่อทุกอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ และก็ขบถมาได้นานสักพัก จนเริ่มรู้ว่า ทุกอย่างที่เป็นมานี่แหละ
    ที่ทำให้ตัวเองเป็นไป ก็คือ แปลว่า ไม่ต้องไปตามหาตัวเองที่ไหน ที่เป็นๆอยู่นี่แหละ เป็นตัวของตัวเอง
    ไม่งงกันใช่ไหมท่าน
     
    5. อิทธิพลที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต
    บิดา             :  ความจับจด จุกจิก จดจ่อ ตีกรอบ ทำให้ตัวเอง พยายามแหกกรอบ ประชดต่อกรอบ และพยายามทำลายกรอบทุกกรอบที่เค้าตั้งไว้
    การรียน         :  จบจากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ม.ศิลปากร (ฝั่งทับแก้ว (จริงๆแล้วทับขวดมากกว่า)
    การเลือกเรียน  : เลือกเรียน Biotech เพราะ ชอบดูสารคดี อยากจะเข้าไปให้ลึกกว่างานสารคดี
                        และข้อสองคือ The X-File ฮ่าฮ่าฮ่า อยากเป็นนักสึบ FBI เรียน Biotech ไปก่อน เดี๋ยวค่อยเรียนพิสูจน์หลักฐาน
    การทำงาน      :  ถ้าให้จบมาแล้วทำงานโรงงาน คิดว่า คงฆ่าตัวตายไปแล้ว เวลานั้นคิดว่าถ้าจบมาแล้วทำงานตามสายพาน
                         ฉันคงสูญเสียวิญญาณเป็นแน่แท้ ดังนั้นจึงไม่ยอมเดินทางเดียวกับเพื่อนๆ เลยเลือกแต่งานสายงานเขียน และงานภาคสนาม
                         ที่แรกที่รับเข้าทำงาน คือ สกว. ทำได้ 1 วัน ลาออก เพราะ Chemistry ไม่ตรงกัน
                         ที่ที่สองคือ กองบรรณาธิการ Lab.Today ทำได้ 1 ปีเต็มเค้าก็ไล่ออก แถมได้ค่าไล่ออกด้วย ก็หนังสือมันเจ๊ง เค้าเลยให้ออก
                         ที่ปัจจุบัน คือ มูลนิธิกระจกเงา อยู่มา 1 ปี กับอีก 4 เดือนแล้ว อนาคตจะเป็นไงต่อไปก็ติดตามกัน


    ครบ 5 ข้อแล้ว ผู้โชคดีรายต่อไปได้แก่
    มิ้ม บูม นิ่ม เจ๊แห้ง พี่โป้ง         
    ลืมบอกไป
    ท่านที่ได้รับ Tag Blog แล้วกรุณา ส่งต่อให้เพื่อนอีก 5 คนด้วยจ้า            

    January 01

    เกือบพาเพื่อนมาตายแล้วมั้ยน้องส้ม

    ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณต้น สุเมธ ที่อยู่ที่จตุจักรในวันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา
    หากวันนั้นต้น ไม่อยู่ที่จตุจักร นัน คงได้ร่วมเหตุการณ์ Bomb ที่อนุสาวรีย์ชัยอย่างแน่แท้

     Choice ของการหาเรื่องเที่ยวปีใหม่ของนัน ตอนนั้นมีอยู่สองตัวเลือก ได้แก่
     1. ไปกินเหล้า จับของขวัญ กับพวกบ้านหมี่ ที่บ้านทีป
     2.   Dinner กับเด็กไบออท โดยกลุ่มประธานภาควิชา อันนี้น้องส้มเป็นผู้จุดประกาย
       (มาให้ได้นะเจ๊ เราเลื่อนวันเป็นวันนี้เพื่อเจ๊โดยเฉพาะ ประโยคนี้ได้รับจาก SMS เมื่อวันศุกร์)

    ดังนั้นเมื่อประชาชนเสนอ เราก็ควรสนอง พร้อมกับเหตุผลสนับสนุน (ข้ออ้าง)  เดินทางวันนี้รถโล่งอย่างแรง
    และ ถ้าออกพรุ่งนี้แม่งรถติดแหงกๆ ชัวร์ ดังนั้นหลังจากดูทีวีนอนอืดจนเบื่อแล้วก็ไปขึ้นรถตู้บ้านหมี่ - กรุงเทพ
    เที่ยวบ่ายสี่โมง (ปกติแล้วก็ใช้เวลาวิ่งรถ 2 ชั่วโมง กว่าจะถึงกทม.)
    ไปได้ถึงครึ่งทางแล้วก็โทรหาต้น เพื่อนัดกันว่าจะไปไหนดี ต้นก็บอกว่าต้นอยู่ที่จตุจักร
    โอเค เราก็เลยจะลงที่จตุจักรเพื่อไปเจอหน้ามัน เนื่องจากไม่ได้เจอหน้ามันเกือบปีแล้ว 
    ก็รถตู้มันไม่จอดแยกลาดพร้าว ก็เลยขอลงที่หน้าม.เกษตร ตอนเวลาประมาณ ห้าโมง สี่สิบนาที
    แล้วก็นั่งรถเมล์ไปจตุจักร แต่พอไปถึงจตุจักรก็โทรหาต้นไม่ได้ สงสัยนังต้นแบตหมด
    เออช่างแมว ช๊อปปิ้งดีก่า ได้กางเกงขาสั้นตัวละ 200 มาสองตัว
    รองเท้าแบบเดิมเบอร์เดิม มา 1 คู่ (เปลี่ยนรองเท้าแล้วนะโว้ย เปลี่ยนคู่ใหม่ แต่ใส่แบบเดิมมีไรมั้ย ) ได้กางเกงใน 3 ตัว 50 บาท มา 1 กำ
    (จริงๆแล้วเราชอบกางเกงในแบบตัวละ 50 บาทที่โบเบ๊มากกว่านะ แต่ไม่มีโอกาสแวะไปโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ซะที เลยไม่ได้ซื้อ)

    ออกจากจตุจักรประมาณ หกโมงสี่สิบห้า ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายที่ก่อนจะถึงสะพานควาย รถติดชิบหาย
    ติดไรไม่รู้ สาย 29 ที่เราจะขึ้นแม่งไม่มาซะที
    เห็นนักข่าวช่องเจ็ด วิ่งออกมาจากรถตรงไปทางสะพานควาย เออ ไม่รู้มีข่าวไร
    ยืนอยู่สักพัก เออ เดินไปบิ๊กซีสะพายควายดีก่า ไปซื้อ Abdominizer  (เห็นใน TVMedia แล้วอยากได้อ่ะ)
    เดินไปได้ครึ่งทางพ่อก็โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว เค้าวางระเบิดกัน (เอ่อ เหรอ มิน่าดิ)
    เลยตอบพ่อไปว่า ยังไม่ได้กลับหอหรอก อยู่จตุจักรอ่ะ ซื้อของ

    ว่า แล้ว ก็ เดิน ไป สะพายควาย ต่อ

    ไปย่างๆวนอยุ่แถวที่เกิดเหตุ บนถนนเศษกระจกแตกยังกระจายอยู่เต็ม
    ซักพักตำรวจ เอาวอ มาเขี่ยที่เเขนของหนูเบาๆ แล้วก็บอกว่า " กรุณาอยู่ห่างบริเวณนี้ครับ "
    โอ้ สุภาพค่ะ แต่หนูไม่ใช่ขี้นะคะพี่ จะได้เอาอะไรมาเขี่ยๆ

    โทรถามสถานการณ์จากพี่หนูหริ่ง พร้อมกับดูทีวีอยู่ที่ Food Center ที่บิ๊กซี
    ขี้เกียจไปไหน เพราะ รถติดมากๆตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุคือ หกโมงเย็นยันสองทุ่มครึ่ง
    สุดท้ายก็ขึ้นไปบนบิ๊กซีได้ Abdominizer มาจนได้ ตอนแรกพนักงานเช็คสต๊อคเค้าหยิบตัวที่ขายไม่ออกมาให้
    พอดีไปแวะร้านยาแล้วเจอพี่พนักงานขายอุปกรณ์กีฬา เค้าเจอว่าเราได้ตัวที่จะโละทิ้งมา
    เค้าเลยวางแผนเอาไปเปลี่ยน เอาเป็นตัวที่เป็นของแท้ให้ แล้วก็พามาส่งแท๊กซี่ด้วย  ใจดีมากๆ

    พี่คนขับแท๊กซี่ คันนี้เป็นผู้หญิง และ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขับแท๊กซี่ให้เรานั่งด้วยดีใจจัง
    พี่เค้าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาวๆ ไว้ผมยาว ตัดหน้าม้า น่ารักดี ถามพี่เค้าว่าเกิดเหตุการณ์ยังงี้แล้วหวั่นไหวมั้ย
    พี่เค้าเล่าว่า สามีพี่เค้าก็โทรตามให้กลับบ้านแล้วแหละ แต่พี่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ขับไปเรื่อยๆได้

    สรุปแล้วเมื่อวานก็มาถึงหอประมาณ สี่ทุ่ม ครึ่ง

    ภาพรวมทางใจของเมื่อวาน
    1. รู้สึก Fail ที่สุดท้ายก็มาแป้วที่กรุงเทพ จะเลื้ยงปีใหม่กับพวกไบออทก็แป๊ก
        แทนที่จะได้เลี้ยงปีใหม่เจอพวกบ้านหมี่ก็ไม่ได้เลี้ยง แต่คงเพราะเริ่มชินกับความผิดหวังและความแป๊กที่เกิดขึ้นบ่อยๆ
        ก็เลยยังรู้สึกดีกว่า ตอนที่พี่เก่ง รุ่น 3 บอกว่าเรามาประชุมผิดวัน เค้ากินเลี้ยงกันไปแล้ว คนมากันเต็มเลย
        ขอบคุณสถานการณ์ที่ช่วยขัดเกลา EQ. ของ J-NON ที่ทนทานต่อความไม่เป็นดังหวังได้มากขึ้นเรื่อยๆ
    2. เกิดความรู้สึกเครียดถึงความปลอดภัยในกรุงเทพ จากเหตุการณ์วางระเบิด และ ความโคมลอยต่างๆที่ค่อยๆถาโถมเข้ามา
    3. ยังอุ่นใจ ที่มีพี่ๆและเพื่อนๆโทรเข้ามา ถามไถ่ สถานการณ์ในกรุงเทพ ขอบคุณทุกคนค่ะ
    4. ขอบคุณ ต้น สุเมธ ที่อยู่ที่จตุจักรตอนที่เราโทรไปหา และขอบคุณตัวเองที่เลือกลงรถไปหาต้นที่จตุจักร
         เพราะ หากคำนวณเวลาที่รถตู้ไปถึงอนุสาวรีย์ชัยฯแล้ว
         ก็คงจะเป็นเวลา ห้าโมงห้าสิบนาที และ ประมาณหกโมงตรง หรือ นานกว่านั้น
         เราคงจะรอรถเมล์สาย 29 อยู่ตรงป้ายนั้น เพื่อกลับหอ ซึ่งก็คงได้ร่วมเหตุการณ์ด้วยแน่นนอน

    เรื่องราวทั้งหมดในเมื่อวานนี้ ตรงกับหัว MSN ที่เมื่อก่อนพี่นกเกี้ยนชอบใช้ว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ"
    ตรงที่ "เราอาจพบเรื่องที่แย่ๆเรื่องหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเรื่องนั้นอาจช่วยเรื่องไว้จากสิ่งแย่ๆอีกสิ่งหนึ่ง"

    แต่ไม่รู้ชีวิตตูเป็นไรกับระเบิดเนี่ย ตอนวางระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่ ตูซึ่งจะไปขึ้นเครื่องที่สนามบินภูเก็ตก็ถูก Cancel เที่ยวบิน
    คราวนี้จะมาเที่ยวปีใหม่กรุงเทพ ก็วางระเบิดกันอีก ตูหนอ อยู่ดีไม่ว่าดี นอนอยู่บ้านหมี่ดีๆอยู่แล้ว มาหาเรื่องระทึกใจถึงกทม.ทำไม
    เพื่อน เพ่อน ท่านก็ไม่มีใครออกจากบ้านกันเลยน้า
    วันนี้วันที่ 1 มกราคม 2550
    J-NON ดู Night at the Museum แล้วก็นังแง่วอยู่คนเดียวขึ้นบันทึก แล้วก็โหลดเกมส์ลงเครื่องอยู่ที่ออฟฟิศนี่แหละ
    มีใครคิดจะชวนไปไหนมั่งมั้ยเนี่ย วันนี้เป็นวันปีใหม่ที่เงียบเชียบที่สุดในรอบ 25 ปีเลย
                                                         
     

                                                              ใครอ่านเจอ Blog วันนี้เเล้วชวนไปกันเหล้าด้วย คิวว่างแล้ว ว่างมากๆด้วย
                                                                                สายด่วน นัน 01-4282303
                                                                         (ไม่เติม 8 ที่ 01 ไม่ชอบเลข 8 อ่ะ ใครจะทำไม )

    รูปที่พังงา (งาน 2 ปีสึนามิ และ รูปตอนอู้ทั่วไป

    ดู Size เต็มพร้อมกับ Copy ได้ที่ \\Win06v3\TVC

    มาดูแบบย่อๆกันก่อนดีก่า

    เริ่มจากนันมาถึงในเย็นวันอาทิตย์ (ก่อนทีมกรุงเทพ 1 วัน)  
    เค้าก็กำลังจัดงานวันสุดท้ายกันพอดี เลยไม่ได้ช่วยอะไรเค้าเลย

    มีเวทีเสวนาช่วงบ่าย และมีเวทีดนตรีช่วงเย็น

    อันนี้เด็กๆจากห้วยขม มาเจอกับเด็กมอแกนจากระนอง
    ก็ร่ำลากันด้วยน้ำตา และสัญญาว่าเราจะมาพบกันอีก


    เช้าวันต่อมา



    หากวันนั้นในที่ประชุมสงสัยว่านันถ่ายรูปอะไรขอเฉลยว่านันถ่ายแมงปอค่ะ

    แมงปอเกาะปากแก้ว

    นางเหงือกที่เขาหลัก

    มาทำ MV อีกรูป

    ช่วงเย็นไปงานชาวบ้านที่บ้านน้ำเค็ม



    เลยเก็บภาพอนุสรณ์สถานยามค่ำมาฝาก

    ขอบอกว่าเปลี่ยวและค่อนข้างอันตราย
    ขอบคุณพี่ผู้หญิงคนนั้นที่เดินมาเตือนว่าอย่าอยู่คนเดียวนานๆ อันตรายจ๊ะ

    หอยที่นี่ไม่ใช่ธรรมดา

    เค้าบอกว่ามันเป็นหอยคราง ไม่ใช่หอยแครง
    เอ๋ จิงป่าวหว่า

    สองตัวก็เต็มกล่องโฟมแล่ว

    เป็น Texture ที่สวยดี กี้ถ่ายไว้

    นี่ด้วย

    อันนี้ก็ของทีมสัญชาติ

    หญกก็มาค่ะ
    น้องนักศึกษาฝึกงานเด็กปั้นของพวกเราบ่นนิดหน่อยว่า
    ลงมาพังงาช้าไป ก็เลยไม่ค่อยได้ช่วยพี่ๆเตรียมงาน
    จึงขออภัยมา ณ ที่นี้

    นี่ก็กี้ถ่ายเหมือนกัน

    โดดประชุมไปดำน้ำ

    เอากล้องขึ้นเรือไปด้วยนะ แต่ไม่ได้ถ่ายตอนลงน้ำ

    เลยมีแต่ภาพบนบกดังที่ปรากฏนี้แล

    เย็นวันต่อมาหลังเลิกประชุม
    ก็มีการปล่อยเต่าทะเล ณ ชาดหายเขาหลักกันดังภาพ
    เต่าทะเลตัวที่หนึ่ง

    ถูกปล่อยลงน้ำเรียบร้อย

    สังเกตมุมขวาจะเห็นเต่าทะเลตัวต่อไป

    ภาพหมู่ก่อนปล่อยเต่ารูปที่ 1

    ภาพหมู่ก่อนปล่อยเต่ารูปที่ 2


    ภาพหมู่ก่อนปล่อยเต่ารูปที่ 3

    เต่าทะเลตัวที่สองปรากฏแล้ว

    ลูกเต่าถูกลากลงทะเลไปด้วยดี

    กลับสู่ท้องทะเลอย่างมีความสุข

    และลูกเต่าทะเลตัวที่สาม (ตัวสีเขียวน่ะ)

    และลูกเต่าทะเลตัวที่สี่ ได้รับการสนับสนุนโดย เจ๊ดันทั้งสาม



    ขี้เกียจบรรยายดูภาพต่อไปก่อนละกัน

    แม่เต่าทะเล









    รูปถ่ายที่ระลึก (ภาคบังคับ) ใครมา TVC ไม่ถ่ายรูปนี้ถือว่ามาไม่ถึง



    จบแล้วจ้า ใครมีรูปอื่นๆอีกก็โพสมาแลกเปลี่ยนกัน

    December 03

    ขอบคุณหมูและพี่เก่งรุ่น 3 ที่ทำให้นันรู้ตัวว่า ยังไงๆ ฉันก็ยังเป็นคนโง่

    เมื่อสัปดาห์ก่อนพี่เก่งโทรมานัดประชุมศิษย์เก่า ว่าเจอกันที่สายใต้สัปดาห์หน้า
    เราก็รอ เตรียมตัว เตรียมงานเรื่องเว็บที่จะพรีเซ้นท์ว่าจะให้ช่วยทำอะไรได้บ้าง
     
    วันนี้ไม่ต้องแล้ว ออกจากหอตอนบ่ายสอง ถึง สายใต้ตอนบ่ายสาม
    ไม่รู้ว่าตัวเองจะ Cancel งานของ Greenpeace ไปทำไม
    ทั้งๆแม่ไม่สบายอยากจะกลับบ้าน  ไปหาพ่อกับแม่ ก็ไม่ไป
    ฉันอยู่ที่นี่เพียงเพื่อที่รอแค่ประชุมวันนี้
     
    เพื่อที่จะรู้ตัวว่าตัวเองยังไงก็ยังเป็นคนโง่
    ยังไงก็ไม่เคยมีความสำคัญกับใคร

    เพื่อที่จะได้ฟังจากปากพี่เก่งว่า "เค้าประชุมกันไปสัปดาห์ก่อนแล้ว หมูไม่ได้บอกเหรอ"
     
    ขอบคุณค่ะทุกคน

    ประชุมสัปดาห์ถึดไปฉันคงไม่ไป งาน Crimson Night  ปีนี้ก็คงไม่ไป
    ไม่เป็นไร คณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีคนโง่อย่างฉัน เค้าก็อยู่กันได้
    August 31

    Boat Trainig with GreenPaece



    Boat Trainig with GreenPaece
    @BanChan Rayong



    Our house


    Ahh where 's here? Did I ever seen?

     
    Pump Up , Pump Pump Pump Pump


    Breakfast


    Our tools

     
    Good Morning Rabindra (Tawan)


    Check


    1.2..3...

     
    Go


    Sinsamut


    Sudsakorn

     
    We had to say Goodbye


    Bye

    August 01

    รูปเลี้ยงส่งโต๋ที่ร้านภูเล


    หลังจากพิศวง งงมึมว่าจะไปรามยังไงกันดีเพราะ รถแท๊กซี่ก็ไม่ให้เราขึ้น รถตู้ก็คิวยาว
    เราก็ตัดสินใจนับ 1 2 3 ขึ้นรถเมล์ มาลงหน้าซอยราม 35 แล้วทำไมต้องลงซอย 35 ฟะ
    ลงซอย 38 เลยไม่ได้เรอะ เออๆ เดินๆ ไปฝั่งวัดเทพลีลาแล้วก็ขึ้นมอไซค์วินไปภูเลต่อ
    มีบางคน บอกมอไซค์วินว่าไปร้านมูเล มอไซค์ก็บอกว่าไม่มีร้านนี้
    ยังไงก็ลงที่ชบาแล้วเดินหาเองละกัน


    บรรยากาศในร้าน


    แกงค์ดุแจกปฏิบัติการ


    กิจกรรมเข้าจังหวะ


    กิจกรรมเข้าจังหวะ


    ภาพต้มส้มปลาช่อนแป๊ะซะภาพนี้เป็นภาพที่ภูมิใจมาก เพราะได้บรรยากาศเหลือเกิน


    ไฟเขียว ไฟแดง


    ป๋า


    ป๋าโดนไฟดูดรึเปล่า


    เธอและเขา (ทางซ้าย) ทั้งสองคน มองตาก็รู้ใจ


     ขอเชิญ พี่เกรียงและพี่เบียร์ พี่เกด ทีมฅนแบกตะวัน กล่าวคำอำลา
    ถึงพี่ใหม่และนังโต๋ ที่จะจากเราไปในไม่นานนี้


    สุดท้าย แม้กายเราจะอยู่ไกล แต่ใจเราก็
    ใกล้ชิด
    กันตลอดไป

    July 12

    ลองของใหม่

    หลังจากที่คุณวรเชษฐ์ให้ Kyocera M410R มาให้ได้ประมาณ 7 เดือน
    เราก็ขายมันต่อให้ลับแลแล้วซื้อ SONY DSC H-2 ใหม่ในทันใด
    วันนี้ไปลองเล่น BLog YAhoo 360 เห็นข้อเสีย คือ ดึงลิ้งค์รูปให้แสดงไม่ได้นี่เอง งี้ Space MSN ก็ดีกว่าอ่ะดิ
     
    ดูรูปเหอะ ได้กล้องมาก็เอากลับไปลองที่บ้านโน้นเลย

    กก อียิปต์
    Image

    พุด
    Image

    เฟิร์นข้าหลวง
    Image
    ดอกฟักทอง
    Image

    บานไม่รู้โรย
    Image

    ของที่ไม่สวยก็ถ่ายให้สวยได้
    Image

    ดอกก้างปลา
    Image
    กอร์น คุณชายตาเดียว
    Image
    April 07

    ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำแบบไหน

    ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำแบบไหน    

       วันนี้ปั่นจักรยานกลับบ้าน ตอนสองทุ่มกว่า แวะกินข้าวที่สวนลุม
    แล้วก็ ปั่นไป ปั่นไป แล้วก็แวะไปกดตังค์เพื่อจ่ายค่าหอที่ตู้ ATM กรุงไทยสาขาสามย่าน
    กดไม่ออกง่ะ สงสัยตู้เสีย  ก็เลยไปหาตู้กดตังค์ใหม่ จูงจักรยานเดินผ่านหน้าตู้ไปหน่อยนึง
        ก็เจอผู้ชายคนนึง(ตัวดำ เหงื่อท่วมมาเชียว) เค้าถามทางเรา ถามว่า
    " ถ้าผมจะไปหมอชิตผมต้องเดินไปทางไหน"
    อึ้งอยู่ 1 วิ แล้วก็ตอบเค้าไปว่า
                " หมอชิตมันไกลนะคะ พี่ต้องขึ้นรถเมล์ไปแหละค่ะ"
    เค้าก็ตอบว่า
                 " ไม่เป็นไรครับไกล ผมก็เดินได้ ผมจะเดินไปเรื่อยๆ"
    อึ้งอีก 1 วิ แล้วก็ถามไปว่า
                " พี่จะไปไหนเหรอคะ"
    เค้าก็ตอบว่า
                " ผมจะกลับบ้านครับ แม่ผมตาย ผมมาตามน้องสาวกลับบ้าน ผมเดินมาจากบางแค"
    ว่าแล้วพี่เค้าก็เอาแผนที่จากบางแคมาหมอชิตซึ่งมีคนวาดให้เค้า มาให้เราดู (ป๊าด คิดในใจ จิงป่าววะ แผนที่มันเขียนมาคร่าวมาก บางแค-หัวลำโพง-หมอชิต)
    ก็เลยถามต่อว่า
               " แล้วพี่เจอน้องสาวมั้ยคะ"

    เค้าก็เล่าว่า เค้าไม่ได้เจอกับน้องสาว เพราะน้องสาวเค้าย้ายที่อยู่จากบางแคไป พุทธมณฑลสาย 3 แล้ว
    แล้วเค้าก็ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อน้องสาวที่เค้ามีก็เป็นเบอร์เก่าตั้งแต่สมัยน้องเค้ายังอยู่ที่พักนี้ เค้าไม่มีเงินแล้ว เค้าไม่กล้าขอเงินใคร อีกสองวันแม่เค้าก็จะเผา เค้าติดอยู่ในกรุงเทพหลายวันแล้ว ข้าวก็ไม่ได้กิน  เค้าอยากจะรีบกลับบ้าน  บ้านเค้าอยู่อุตรดิถต์ ค่ารถกลับบ้านประมาณห้าร้อยกว่าบาท
          
             ถ้าคุณเป็นศิรินันต์คุณจะทำอย่างไรคะ

    ด้วยความตัดรำคาญในความคิดของตัวเอง ขี้เกียจคิดมาก ก็เลยให้ตังค์เค้าไป 100 บาท  พอเค้ารับไป แล้วก็พาเค้าไปขึ้นรถเมล์ สาย  529 เพื่อไปหมอชิตโดยพลัน (โดนหลอกก็ช่าง ขี้เกียจเอากลับมาคิดมากต่อ)

             ระหว่างที่เดินไปส่งพี่เค้าที่ป้ายรถเมล์ เราก็คุยกับเค้าว่าให้เค้าเอาตังค์ไปกินข้าวแล้วก็ไปหมอชิตก่อน เผื่อว่าเจอคนบ้านเดียวกับก็ให้ยืมเงินเค้าขึ้นรถเมล์กลับบ้านก่อน พี่เค้าก็บอกว่าเค้ากลัว ไม่รู้ว่า ไปถึงแล้วจะมีใครให้เค้ายืมรึเปล่า แล้วเค้าก็เริ่มเล่า ว่าเค้าเหนื่อยเหลือเกิน ถ้าแม่มองลงมาจากบนฟ้า เค้าอยากให้แม่ช่วยเค้าให้ได้กลับบ้าน แล้วเค้าก็เริ่มร้องไห้ ทรุดลงกับป้ายรถเมล์ พร่ำบอกกับแม่ว่าเค้ากำลังลำบาก

    ประเมิณจากสถานการณ์ที่เห็น
    - กลัวพี่แกโดดไปให้รถชนอ่ะ แถวนั้นรถเยอะ แล้วรถแถวนั้นก็วิ่งเร็วด้วย (เคยเห็นคนถูกรถชนเลือดสาด 
       แล้วนอนชักแหงกๆ คาที่แล้ว ไม่อยากเห็นอีกอ่ะ)
    - อีกใจนึง กูโดนหลอกอีกแน่ๆ เลยว่ะ แต่ถ้าเดินออกไปเฉยๆ มันก็ติดค้างในใจอ่ะ
    - แม่งถ้าเป็นโจรก็คงปล้นได้ตังค์ไปไม่มาก เมื่อกี้กดตังค์ไม่ออกนิ
    - ทำไงดีวะ อันตรายว่ะ

    แล้วพี่คนนั้นก็ร้องไห้หนักขึ้นทิ้งตัวลงนั่งอยู่ตรงป้ายรถเมล์ เงิน 100 บาทที่กำไว้ในมือ นั้นคลายออกและปลิวออกมาจากมือ

    ศิรินันต์เริ่มเซ็ง ก็เลยหยิบแบงค์ 500 ให้เค้าไปแล้วบอกให้เค้าไปขึ้นรถเมล์อีกป้ายนึง (ซึ่งมันสว่างและมีรถผ่านเยอะกว่าตรงนั้น)

    พี่เค้าไหว้และรับเงินไป พร้อมๆกับค่อยๆลุกยืนขึ้น เพื่อไปรอรถเมล์ไปหมอชิต

    เค้ากล่าวขอบคุณ และ ถามว่าเราพักอยู่ที่ไหนเค้าจะส่งเงินกลับมาให้
    ศิรินันต์ก็เลยให้นามบัตรไป พร้อมกับบอกว่าติดต่อเราได้ตามที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ในนามบัตรนี้

    กว่าสาย 529 จะผ่านยืนรอนานมั่ก พี่เค้าไปยืนอยู่ครึ่งเลนส์บนถนน คอยชะเง้อ และถามถึงรถทุกคันที่วิ่งผ่านหน้าว่าผ่านหมอชิตรึเปล่า (ก็บอกไปตั้งกี่หนแล้วว่าต้องขึ้นสาย 529)

    แล้วการรอคอยก็จบลงหลังจากเกือบ 15 นาทีผ่านไป  รถเมล์สาย 529 มาแล้ว ส่งเค้าได้ขึ้นรถเมล์สำเร็จแล้ว

    เราก็จูงรถจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามไปฝั่งหอที่เราอยู่แล้วก็กดตังค์จากตู้ ATM ไทยพานิชย์ไปจ่ายค่าหอได้สำเร็จ
    แล้วก็กลับมานั่งคิดต่อว่า
    - เสียตังค์อีกแล้วกู
    -  ไม่มีอะไรประกันได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ขี้เกียจถามซักไซ้ คนเราถ้าจะโกหกจริงๆ ยังไงเค้าก็ทำได้ รู้ว่าเค้าหลอกแต่เต็มใจให้หลอกอีกแล้วดิ
    - แต่ถ้ามันเป็นจริงแล้วเราไม่ช่วยเค้าล่ะ บาปไหม
    - ถ้าช่วยได้ แต่มันช่วย จะติดค้างในใจมั้ย

    จบค่ะ
    เป็นคุณ คุณจะคิดยังไง

    March 13

    ตามที่เรียกร้องกันนัก เอ้า นี่ ภาพงานแต่งดวง


    เริ่มจากตื่นตอนหกโมงเช้ามารอมิ้มที่ MRT หัวลำโพง



    อาทิตย์ทอแสง
    นั่งเอ๋อคิดถึงอนาคตขณะรอมิ้ม จนมิ้มต้องมาทักว่า  ถึงแล้วโว้ย ขึ้นรถ

     แล้วเราก็นั่งรถดึ๋ง ดึ้ง ดึง ดึง จากกทม. มายังบ้านดวง
    (ลืมถ่ายวิวสองข้างทาง น่าซื้อที่ไว้ซักสองไร่ไว้ทำสวนกล้วยไม้)


    แต่งบ้านได้น่าถวิลหาอดีตมาก อนุรักษ์ดีจังชอบๆ


    ทันใดที่อีพวกนี้เห็นกล้อง มันก็ออกอาการ


    กระจุกกันเต็มเฟรมดังรูป


    เตรียมกั้นประตูเงินประตูทอง แต่ขอโทษเสียงโห่นั่นน่ะ เทป

     
    ผ่านไปหลายปีแก้วก็ยังเท่าเดิม
    ทริปนี้ไบออทมากันเยอะมากขาดแค่ 4 คนได้แก่ โจ๊ก มิ้น เนาว์ มนัส
    (พระเจ้าจอร์จมันยอดจิงๆ)

    อาหารคาวหวานตามฉบับธรรมเนียมไทยภาคกลางแท้ๆ


    อันได้แก่ ปุยฝ้าย


    ฝอยทอง


    เม็ดขนุน
    อันนี้นกการันตีว่าปั้นเองมากับมือ ดูสิขี้มือดำๆ ยังติดอยู่เลย


    ผู้ร่วมแสดงผลงานวงไบออท


    และผู้อาสามากิน

     
    แฮ่


    แตนเป็นอะไรรึเปล่า ช่วงนี้ดูเปลี่ยนไป

     
    เขาโห่กันแล้ว ไหนนๆๆ ดูดิ๊


    เจ้าบ่าวขึ้นเรือน ทำไมโดนประตูเงินประตูทองอันเดียวเอง


    ขันหมากมาแว้ววววว


    สินสอด 1 ล้านนนนน


    ดูสิส้ม เราจะมีโอกาสได้ล้านนึงอย่างเขาไหม


    ถุงตีนสีเขียว กับ ไฮเนเก้นสีเขียว


    ไม่ได้แจก ต้องซื้อกินเอง ลี่ไม่เเบ่ง ต้องเเย่งเอา

     
    ญาติผู้ใหญ่รดน้ำสังข์


    เนื่องจากนี่เป็นงานดวงเราจึงได้รดน้ำสังข์


    โต้งบอกว่าถ้าเป็นงานโต้ง เราจะได้รดน้ำสิงห์


    แบบว่าไม่กล้ารด เจ้าบ่าวเสียดายตาย โต้งจะเอามือกอบๆ แล้วซดกินเลย


    รูปเบลอหน่อย เพราะแสงน้อย


    เจ้าสาวของเราในชุดไทย


    สวยค่ะสวย


    อันนี้เรียกว่าถ่ายรูปท่านั่งหญิงไทยค่ะ


    ของชำร่วยค่ะ ไม่ใช่ของชำรุด
    วรัญญา โสรัชย์ 12 มีนาคม 2549


    หลังจากยายชวนให้ออกไปนั่งนอกบ้านเราก็มาอบไก่กันที่โต๊ะจีน


    เนื่องจากเพื่อนเอากล้องเราไปเล่นจนถ่านหมดทำให้เราไม่สามารถถ่ายรูปรวมทุก ตอนอยู่หน้าโต๊ะรดน้ำสังข์ได้
    โกรธโว้ย โกรธ ใครใช้ให้พวกมึงเอาของกูไปเล่น สมน้ำหน้าพวกมึง อดได้รูปเลย
    ใครอยากได้รูปที่ถ่ายตอนนั้น มีที่กล้องพี่สาวดวงกล้องเดียว ไปตามหากันเอง
    แล้วส่งมาให้เราด้วย (ไม่ส่งโกรธๆๆๆๆ)

    มีใครเคยกินโต๊ะจีนกลางแดดมั่ง
    ดูสภาพคนกินโต๊ะจีนกลางแดดได้จากหน้าไอ้ลี่
    มิหนำซ้ำ กินเหล้ากลางแดดกันอีก เหงื่อแตกซิกๆๆ ความดันจะขึ้นตายเอา

     
    ขอสองเหรอ


    ฯพณฯท่าน
    เนื่องจากถ่านหมดอีกนั่นแหละทำให้ไม่ได้ถ่ายรูปหมู ชิท บูมไว้เลย
    ใครถ่ายไว้ส่งมาให้ด้วย


    คู่นี้ก็ยังเหมือนเดิม


    แล้วคู่นี้ล่ะ


    มองต่างมุม


    เต๊นท์ที่นี่มีเซ็นเซอร์ด้วย ให้มองได้แต่ตัว ไม่ให้เห็นหัว


    ฟ้าไปหมด เพราะเต๊นท์มันฟ้า


    ภาพสุดท้ายก่อนที่พลังถ่านหยดสุดท้ายจะหมด
    ภาพนี้นำมาแสดงเพื่อ ขอยืนยันว่างานนี้อบอุ่นสุดๆเลยค่ะ

    February 27

    Dreamworld


    เรานัดกันที่ "ด่านสกัดลาว" เราก็สงสัยว่าทำไมเค้าถึงเรียกรังสิตว่าด่านสกัดลาวเหรอ
    เพื่อนๆสุดยอดแห่งสายงานการผลิตต่างให้ที่มาของศัพท์คำนี้ว่า
    ที่เค้าเรียกรังสิตว่าด่านสกัดลาวนั้นมีเหตุผลมาจาก
    พวกคนต่างจังหวัดเช่น ลพบุรี สุพรรณ อยุธยา โคราช พวกเนี้ย
    เวลาจะมาเที่ยวกรุงเทพ ท่านมักจะผ่านเข้ามาถึงได้แค่รังสิต
    เพราะมันเป็นส่วนปริมณฑลของกรุงเทพ
    ที่ใกล้ที่สุดและมาได้สะดวกที่สุด พวกท่านก็เลยหยุดเที่ยวอยู่แค่นั้น
    อยู่แค่รังสิตนี่แหละค่ะ
    ดังนั้นรังสิตจึงได้รับการขนานนามว่า "ด่านสกัดลาว"

    เอาเถิดข้ามด่านสกัดลาวตามข้ามเจ้ามาแล้วไปดรีมเวิล์ดกันดีกว่า
    (เล็บยาวแล้วพิมพ์ยากจัง ไม่มีที่ตัดเล็บอ่ะ เดี๋ยวเงินเดือนออกแล้วจะไปซื้อ)

     

    หลังจากยืมตังค์อ๋ำซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปแล้ว
    พวกเราก็เดินตามทางเดิน ที่แม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาย
    แต่ รายทางก็เต็มไปด้วยกุหลาบ (พลาสติก) สีแดงสดใสรับเดือนแห่งความรัก

     
    สองปีแล้วซินะที่เราไม่ได้มาดรีมเวิล์ด ทำไมตอนที่มาครั้งแรกเราถึงรู้สึกว่า
    ที่นี่มันช่างกว้างใหญ่และน่าตื่นตาเหลือเกิน
    แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่ามันเล็กและแคบกว่าที่คิด รึเพราะโตขึ้นหว่า
    ที่แดนเนรมิตรกับสวนสยามก็เหมือนกัน
    ตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่ามันกว้างใหญ่มาก แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่ามันเล็กนิดเดียว

    อันนี้เป็นรูปในบ้านยักษ์ค่ะ
    งวดนี้เราซื้อบัตรผ่านประตูธรรมดา ไม่ได้ซื้อบัตรเครื่องเล่นรวมเพราะคิดว่าจะเล่นไม่มาก
    (มีป้าบางคนบอกว่าจะไม่ยอมขึ้นไวกิ้ง ก็เลยหาเรื่องไม่ซื้อบัตรรวม เพราะกลัวโดนบังคับขึ้น)
    ดังนั้นเวลาซื้อบัตรที่จะขึ้นไปเล่นอะไรซักอย่างก็ต้องคำนวนให้ดีก่อนที่จะจ่ายตังค์ค่าบัตรเข้าไป


    ปัท กับ เกดในรองเท้ายักษ์


    ไข่ทองคำ


    ห้องครัวยักษ์

     
    ห้องครัวยักษ์

     
    เก้าอี้โยก กับ ตัวอะไรซักอย่างสามตัว


    ไข่ทองคำกับปัทมา


    โหเกดตัวย้าวยาววว


    อะ


    ดีนะที่มันไม่หัก


    ไอ้นุช มึงเป็นผู้ที่ทำให้กูต้องรอเสมอไม่ว่ากี่ปีจะผ่านไป 
    งวดนี้มึงก็มาสาย 


    นกน้อยในกรงเหล็ก 


    นกใหญ่ในกรงเหล็ก


    ควายและวิญญาณควายในกรงเหล็ก


    พยายามจะสวยแล้วแต่ก็ได้แค่นี้


    ทำไมกูน่ากลัวอยู่คนเดียว


    เป็นความใฝ่ฝันของเขาอย่างหนึ่งที่เขาได้มาดรีมเวิล์ด


    วูบละหกสิบบาท


    ดิฉันเลือกที่จะไม่ขึ้นค่ะ ไม่เร้าใจและเปลืองตังค์


    ไปเข้าเมืองหิมะดีก่าเย็นดี


    ทำไมหน้าเราคล้ายๆสิงโตทะเลวะ

    คนสวยถ่ายยังไงก็สวย


    หมีแพนด้าขี่สิงโตทะเล


    เหมือนใส่ชุดจริงๆเลยเนาะ


    ทำไมบ้านน้ำเเข็งมันไม่เป็นน้ำแข็งล่ะ มันเป็นปูน 


    สิงโตปูนกับตู้เย็นบรรจุคน


    เราพบว่าการไม่อยู่นิ่งๆ จะทำให้เราไม่หนาว


    ดังนั้นเราควรจะไปไถสไลเดอร์หลายๆรอบ


    หมีแพนด้ากับกวาง


    กวางขี้เรื้อนลากเลื่อน


    รูปรวม


    สโนว์แมน สโนว์หมวย
    หลังจากกนั้นเราก็ออกมาจากตู้เย็นโดยไม่ได้ปรับอุณหภูมิ
    รู้สึกเซ็งเนื่องจากยังเล่นไถลงเนินไม่สะใจ

    จากนั้นเราก็มาเกาะดูไอ้นี่กัน
     
    อันนี้ก็เป็นหนึ่งในเครื่องเล่น วืด ซ่า ตู้ม ที่จะทำให้เราเปียก ดังนั้นเราจึงไม่เล่น


    Monorail

     
    MONOtime วิ่งรอบเดียว 30 บาท


    แกรนด์แคนยอนที่เราไม่ขึ้นเพราะมันจะเปียก


     
    ชีวิตมันมีขึ้นก็ย่อมมีลง


    ไม่ได้ขึ้นแต่ขอถ่ายรูป


    นี่เป็นรูปก่อนฝนลง


    ผลิตภัณฑ์ใหม่ ลิปตัน Highland 


    รสชาติดีแต่นางแบบไม่สวยเลยขอปิดหน้าไว้ 


    อาหารว่างของเรา ทายซิอารายยย 


    ถูกต้อง

     

    น้ำตก ส้มตำ 


    อันนี้ไปดูสตั๊นโชว์


    ภาพขณะถ่ายทำ


    จิงๆ

     
    ดิฉันไปไหนก็ฝนตก


    บัตรผ่านประตู


    หมวย on ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา


    ภาพนี้ compose ประหลาดดีชอบๆ 


    ภาพที่ 1  


    ภาพที่สอง (กรุณาสังเกตความแตกต่าง)


    เสื้อก็แดง ดอกไม้ก็แดง 


    ภาพสุดท้ายก่อนฝนเทรอบที่สอง

    หลังจากรอฝนซาเราก็จับรถตู้กลับบ้านกัน
    กลับบ้านแล่ว บ๊ายบายยยยย

     

    February 23

    กิ๊กกับเพื่อน

    วันนี้ต่อ Blutooth กับมือถือเพื่ออ่าน Blog ของชาวบ้านโดยเฉพาะ
    ก็ที่ทำงานเค้าเอาไว้ทำงาน อ้าว ไหนเมือเช้ายังบอกว่า Work@Home Play@Office อยู่เลย

    เข้าเรื่องค่ะ เข้าเรื่อง
    อ่าน Blog ของชาวบ้านมา ใครๆ ก็เขียนแต่เรื่องควรามรัก (ยกเว้นพี่หริ่ง)
    ถ้าใครที่มีอดีตอันเจ็บปวดมาอ่าน Blog ของพี่ปูแล้วคงต้องจับน้ำตาด้วยประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาของตัวเองอย่างแน่นอน
     blog ของตี๋ก็อ่านแล้วน้ำลายฟูมปากค่อกก ก กก กก (สำลักความรัก)
    ส่วนตัวดิฉันน่ะเหรอคะ
    ขอเถิด ท่านที่รักทั้งหลาย
    ในฝูงมหาชนอันแสนวุ่นวาย ขอให้ฉันได้อยู่โดดเดี่ยวทางกลางพวกคุณ
    หลายๆคน บ่นว่า "เหงาและเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนมากมาย"
    ทำไมฉันจะไม่เคยเป็น
    ฉันถามตัวเองว่า " สิ่งที่คิดว่าเหงาและเดียวดายนั้นมันเกิดมาจากอะไร"
    ฉันตอบ " มันเกิดจากความสุขน่ะซิ "
    ถ้าเราฉันไม่รู้จักกับความอบอุ่นและความสุข จากการอยู่ร่วมกับใครๆ ฉันก็คงไม่รู้จักความเหงา
    ทั้งชีวิตของฉันที่ผ่านมา 22 ปี ฉันไม่รู้จักกับความเหงา เพราะฉันไม่รู้จักกับความอบอุ่นในการอยู่กับคนอื่น
    ในคืนที่ฉันได้ฟังเสียงหัวใจของเธอเต้น และอีกหลายๆวันที่ฉันได้รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีเธออยู่เพื่อรับรู้การมีตัวตนของฉัน
    วันเหล่านั้นได้ทำให้ฉันรู้จักกับความอบอุ่น เธอทำให้ฉันได้ปลดปล่อยตนเองจาก ความรักในนามของคำว่าครอบครัวซึ่งแสนจะเย็นชาเหลือเกิน วันเหล่านั้นที่ฉันอยู่ร่วมกับเธอได้ทำให้ฉันเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่ต่อไป
    และทำให้ฉันรู้ว่า ฉันก็มีความรักเป็น เธอทำให้ฉันรักแบบไม่ต้องการเงื่อนไข แม้ฉันจะเสียน้ำตาไปไม่รู้เท่าไรที่คิดถึงความจริง ว่าการที่เธออยู่กับฉันในเวลานั้นเพื่อรักษาแผลใจให้ตัวเธอเองและพึ่งพิงกันและกัน
    ฉันสร้างคำถามแก่ตัวเองถึงเหตุผลที่ฉันรักเธอ
    และสุดท้ายฉันก็ได้ปลดปล่อยตนเองจากเธอ เพื่อเป็นอิสระจากกัน

    " ความรักดังสายพิณ ต่างอยู่โดดเดี่ยว หากแต่สั่นสะเทือนด้วยท่วงทำนองเดียวกัน"
                                                                                                              คาลิล ยิบราน
           
    สรุปแล้ว ใครๆก็ต่าง จับเข่ามาเหงาใจ  ดิฉันขอจับใจมาเขย่า
    จะบอกว่า ตื่นๆๆๆ ๆ ๆ ๆ ตื่นเถิด อย่าทำร้ายตัวเอง ด้วยการรักคนอื่น
    ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำเช่นนั้น สำหรับความรัก เราใช้เวลาเสมอ ในการทำความเข้าใจ
    แต่ขอร้องอย่าได้จมดิ่งอยู่กับมัน

    ฉันไม่เคยบ่นว่าอยากมีแฟน (ไม่เคยๆจิงเว้ย) ไม่ขอใครอยู่แนบกาย
    ความเป็นอิสระของฉันนี่แหละสิ่งที่ฉันพอใจที่สุด
    ฉันเคยแสนจะทรมาณกับการผูกเหนี่ยวตัวเองไว้กับความรัก
    ฉันรู้สึกว่ามันทำให้ฉันหมดพลังในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ รวมไปถึงการวิ่งไปตามฝัน
    มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
    ปราศจากคนรักแล้ว ฉันสามารถวิ่งไปได้อย่างอิสระ
    ภายใต้ความรักแล้ว คงเป็นวัวพันหลัก แล้วฉันจะวิ่งไปสู่วันของฉันได้เช่นไร ถ้ายังเอาหัวใจพันไว้กับเธอ
    วันนี้เราได้อยู่กันอย่างโดดเดี่ยว แต่สั่นสะเทือนสู่หนทางที่ตัวเองต้องการวิ่งไปตามฝันด้วยท่วงทำนองเดียวกัน

    เล่ามาตั้งยาว
    อ้าว จะเล่าเรื่องไรวะ
    อ๋อ เมื่อกี้ซักผ้าไว้ที่ซอยข้างๆแล้วก็แวะไปแฟมิลี่มาร์ท
    ยืนมองตู้เย็น
    โอ้ว Blue Ice สองกระป๋อง 45  ขวดใหญ่ 39
    ง่า เย็นด้วย
    แต่ไม่กินค่ะ  I' m quit.
    ซื้อแป๊ปซี่ลาเต้มากินแทน ตอนนี้เรอไป 7-8 หน
    ถือตระกร้าผ้าที่ซักแล้วเดินกลับหอก็คิดได้ว่า
    อืม สำหรับความสัมพันธ์ที่ระหว่างเราไม่ใช่ทั้งเพื่อนและแฟนและไม่ใช่กิ๊ก
    แต่มันอยู่ระหว่าง เพื่อน กับ กิ๊ก เราจะเรียกว่าอะไรดี
    คิดอยู่หลายก้าว . .. . .  เรียกว่า เกื้อน ละกัน   ก็ กิ๊ก + เพื่อน = เกี้อน
    โอเค นะ น้ำหวาน เรามาเป็น เกื้อน กันเถอะ


    ใครที่อยู่กับพี่จะได้รับแต่ความทุกข์เข็ญ เพราะพี่มันตัวหายนะ อย่าเป็นคนรักของพี่เลย



    โหวันนี้เขียนได้โคตรยาวเลย (ทีบันทึกประจำวันไม่รู้จักเขียนนะมึง)

    February 19

    การได้ทำงานที่ฉันรัก ทำให้ฉันดำรงชีวิตอยู่

     


    พูดตรงๆ ถ้าตอนนี้ทำงานโรงงานอย่างที่เพื่อนๆ ทำกัน ฉันอาจจะฆ่าตัวตายไปแล้ว
    ฉันทนไม่ได้หากต้องขายวิญญาณเพื่อไปทำงานโรงงานแปลงตัวเองไปเป็นจักรกลอีกชิ้นหนึ่งให้การผลิตผลิตภัณฑ์ในไลน์การผลิต อีกสาเหตุหนึ่งที่ฉันไม่สามารถทำงานในระบบที่เพื่อนๆทำกันได้นั่นก็เป็นเพราะ ฉันคิดว่าการทำงานเหล่านั้นมันเป็นการทำงานที่สนองต่อลัทธิวัตถุนิยม  ซึ่งถ้าฉันทำเช่นนั้นก็จะเป็นเหตุให้ฉันสูญตนเช่นกัน ในเมื่อฉันมีความฝันที่อยากจะไปให้ถึง หากฉันเลือกที่จะเป็นเครื่องจักรในโรงงาน ฉันคงสิ้นสลายและสูญตน หากเป็นแบบนั้น ฉันคงเลือกที่จะตายไปเลยจะดีกว่า
        ในวันที่ครบสามปีของการเข้าสู่ชีวิตคนทำงาน เราได้พ้นจากปีกของสถานศึกษาที่ปกป้องเราจากความโหดร้ายของสังคมมนุษย์ที่แท้จริง ฉันภูมิใจที่เห็นเพื่อนๆทุกคนก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดของสายงานการผลิต กับเงินเดือน สองหมื่น สามหมื่น สี่หมื่น ภายใต้การควบคุมที่เรียกว่าระบบอุตสาหกรรม  ในขณะที่ฉันเลือกที่จะเป็นนายของตัวเองด้วยการเริ่มจากเป็นคนเขียนบทความวิทยาศาสตร์แบบงูๆ ปลาๆ จนมาถึงงานนี้
    ฉันภูมิใจกับการทำงานที่ต่างจากเพื่อนๆ ซึ่งฉันเรียกพวกเขาว่าเป็นผู้ผลิต และฉันเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ให้
    ฉันภูมิใจกับตัวเองที่ได้เป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้ผลิต เงินเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งของฉัน ไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรกินวะ แต่จุดยืนก็เป็นสิ่งที่สำคัญเท่าๆกัน บัดนี้ในกายของฉันประกอบไปด้วยวิญญาณแห่งความใผ่ฝันอันเต็มปรี่ ฉันจะไม่ละจากจุดยืนนี้ แม้จะมีคนบอกว่าสิ่งที่ฉันทำมันไร้แก่นสาร ฉันจะยึดมั่นในจุดยืนนี้เพราะมันเป็นงานที่เติมความกลวงเปล่าของฉันให้เต็ม

    เป็นห่าไรไม่รู้ชอบคิดเรื่องที่จะเขียนบล็อกได้ตอนนั่งรถเมล์

    เป็นห่าไรไม่รู้ชอบคิดเรื่องที่จะเขียนบล็อกได้ตอนนั่งรถเมล์
    แล้วพอมาอยู่หน้าคอมนะ มันก็จะทำแต่งานจนไม่รู้จะเขียนไรลงบล๊อคดี
    อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะเขียนอยู่นานแล้ว เลยขอเอามาเขียนหน่อย



    บ่อยครั้งที่รู้สึกอยากจะกรีดร้อง ตะโกน กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
    ในหัวฉันไม่มีคำถาม ฉันสงสัยทำไมฉันถึงไม่มีคำถาม
    ฉันกลวงเปล่าเกินไป

    จนต้องหาหนทางที่จะเติมความกลวงเปล่าเหล่านี้ให้เต็ม
    แล้วการเดินทางจากที่ทำงานสู่ปากซอยในวันหนึ่ง
    ฉันก็ได้คำตอบในคำถามที่ว่า
    ตัวฉันเป็นคือใคร ฉันคืออะไร ฉันต้องการจะเป็นอะไร ฉันควรจะเป็นอะไร
    ฉัน คือ ทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามานี่แหละคือตัวฉัน ฉันไม่ได้ต้องเป็นอะไร แต่ฉันเป็นในสิ่งที่ฉันเดินทาง ตลอดเวลาในการเดินทางนั้นทำให้ฉันเป็น เป็นในสิ่งที่ผ่านเข้ามา
     ฉันจึงเลิกถามคำถามตัวเองเรื่องการค้นหาตัวเอง
    ฉันจึงต้องเดินทางแสวงหา ตัวฉันที่เหลืออยู่ข้างหน้า เพื่อเติมความกลวงเปล่าที่เหลือของฉันให้เต็ม ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม
    ฉันเชื่อว่าฉันกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง


    ชอบเพลงใน
    track ที่ 7 ของโชที่บอกถึงความใฝ่ฝันว่า
    หนทางอยู่แสนไกล
    ไม่ใครจะกำหนดมันเอาไว้
    อยู่ที่ใจเธอกล้าเพียงพอมั้ย
    ไม่มีสิ่งง่ายไป ไม่มีสิ่งใดยากเกิน
    แม้สูงสุดฟ้า จะออกตามหา จนพบกับวันของฉัน


    แล้วโช มึงก็ทำได้จริง ไม่รู้ว่ามึงก้าวไปถึงจุดที่มึงมุ่งหวังไว้รึยัง แต่กูภูมิใจที่มึงวิ่งไปยังจุดที่มึงและพวกเราทุกคนได้หวังไว้แล้ว

     
    February 16

    บ้านเอ็ม เกาะทะลุ บ้านกรูด 1

    ดูรูปกันไปพลางๆ ก่อนนะ เดี๋ยวว่างแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

    ภาพมุมกว้างเลื่อนดูดิ๊(ทั้งสองรูปมีความเหมือนที่แตกต่าง)
    ขอยืมคำของมิตรหน่อย
    "ธรรมชาติน่ะ มันงดงามนะ แต่มันโหดร้ายว่าที่คิด"



     

     



     

     

    บ้านเอ็ม และ กล้องใหม่ของมนัส

    บ้านเก่าแต่เนียน คลาสสิคค่ะ

    หมาบ้านเอ็ม เห่า แต่ไม่กัด

    อ่าวน้อยๆ ที่ปลายแหลม

    กับหมาสิ้นลายและชายเถื่อน

    ไม่บรรยาย

    ไม่บรรยายอีก

    น้อง

    น้องขาวๆ

    ทะเลในดวงตา

    ข้อควรระวังในการชาร์จแบท : ควรแกะห่อพลาสติก ก่อนชาร์จ

    ทรายไม่ขาวเหมือนคอฟฟี่เมทแต่อากาศดี

    แล้วกิจกรรมการกินก็เริ่มขึ้น

    ด้วยส้มตำทะเลและคอหมูย่าง

    ซูมกันจะจะ

    ภาพเขาคมจริงๆ

    อาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ๆๆ

    รูปเซ็กซี่กว่านี้ก็มีแต่ไม่กล้าเผยแพร่

    ทะเลในดวงตา 2

    จับหอย บี้หอย ดูหอย

    ทะเลยามค่ำคืน สวยจริง ยิ่งมีสิงห์ยิ่งสวย

    เพียงแต่ว่า มีกุ้ง ปู หมึก ให้กินก็กินไม่ค่อยได้
    i
    เหมือนสึนามิรำลึกเลย

    เปิดแฟลช + หน้ากล้องเพิ่ม 8 วิ

    ก็จะได้รูปเช่นนี้

    แม่ค้าย่างกุ้ง

    เช้าวันต่อมาก่อนที่เราจะไปดำน้ำเกาะทะลุกัน
    แดดยามเช้าช่างทอแสงได้งดงามเหลือเกิน
    ช่างท

    เพียงแต่มีมลพิษเต็มหาด
    February 10

    Trip บ้านเอ็ม บ้านกรูด บางสะพาน เกาะทะลุ (ต่อ)


    นัดเค้าไว้เจ็ด โมงแต่เราก็ไปถึงตอนแปดโมงตามปกติ

    นอกจากสุชาติจะอยู่บางกอกโฟมแล้ว เค้ายังเป็นสุชาตินำเที่ยวด้วย

    กับเรือนำเที่ยวของเรา

    ในปากอ่าวอันเงียบสงบ

    และท้องฟ้าอันสดใส
    i
    กับสิงห์เย็นๆๆ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของเรา


    ทุกท่านหารู้ไม่อะไรรออยู่เบื้องหน้า

    ล่องไปๆ

    อืมมม

    เกาะอยู่ไม่ไกล

    โดนแซงไปแล้วหนึ่งลำ

    ถึงเกาะแล้วเราก็เอาตัวจุ่มน้ำ สนุกมากเลยค่ะ ปลาเพียบเลย
    พอมนัสลงไปนะคะ หนูก็เอาหนมปังปาลงไป ปลามันก็ไปรุมตอดหัวมนัส
    เห็นเพื่อนทรมาณแล้วหนูมีความสุขค่ะ
    และภาพชุดนี้ก็เป็นภาพทะเลชุดสุดท้ายก่อนที่ฝนจะเทลงมา หลังจากที่เราได้
    แช่อยู่ในน้ำไม่ถึงสิบห้านาที
    คุณเคยดำน้ำดูปะการังยามฝนพรำมั้ยคะ เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสไม่ได้ง่ายๆเลยเชียว

    ตัดไปงานวัดที่บ้านเอ็มเลยดีกว่า

    ไม่ได้มางานวันมานานแล้ว
    i
    วัดนี้เค้ามาผ้าป่าลอยฟ้า


    นึกถึงสมัยเด็กๆ ตอนนี้ที่บ้านเราไม่มีงานวัดแล้ว

    ฅน ค้น มนัส

    พ่อค้าแมงทอด

    แม่ค้า ข้าวโพดคั่วและขนมเบื้อง

    แสงไฟที่ตกกระทกลงมายังลีโอนั้นงามยิ่ง

    แต่จ่อยบอกว่า พอแล้วปิดไฟได้มั้ย กูแสบตา

    บาร์ค๊อกเทล ที่ค๊อกเทลแก้วละ 95 บาท

    สวยจิงๆนะ แต่เบลอ
    ตอนนี้ยังไม่เมา

    เช้าวันที่เราจะกลับ พวกเขาตีไพ่กันจนเกือบสิบโมง
    ฝนก็ตกเอา ตกเอา

    ดูได้จากภาพเหล่านี้

    เราได้เที่ยวทะเลกลางสายฝนกันอีกแล้วค่ะ

    ขากลับนี่ง่วงน้อยกว่าขามา แต่หลับสบายขึ้น

    แล้วเราก็แวะกินข้าวเที่ยงที่เขาตะเกียบ

    ขอยืนยันว่าที่นี่คือ เขาตะเกียบ

    วิวหัวหิน

    พระกับมนัส

    น้อง มิตร เอ็ม

    เรารู้สึกร้อนเล็กน้อย เพราะ ตอนนี้อยู่ใต้ร่มแห่งพุทธศาสนา

    ภาพนี้เจ้าตัวเขาขอให้ถ่ายไว้เพราะเขาจะเอาไปอวดปกีรณัม

    ภาพถ่ายที่ระทึก(ที่ระลึก)

    พยายามต่อภาพให้เนียนแล้วแต่หมดปัญญา ทำได้แค่นี้ค่ะ

    เรื่องที่คับใจเกี่ยวกับอาสามากอด

    มีเรื่องที่คับใจเกี่ยวกับอาสามากอด มีหลายๆคำถามในใจเกี่ยวกับจุดยืน ของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
    "เรื่องที่แท้จริงเราทำเพื่ออะไร"
    " เงิน 1,500 บาท เพื่อให้กิจกรรมในโครงการนั้นยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นเหตุผลที่เข้าใจ"
    "เรื่อง 1,500 บาทกับการเป็นอาสาสมัคร มันมากเกินไปสำหรับคนที่มีกำลังใจ แต่ไม่มีกำลังทรัพย์"
    " มีความคิดหนึ่งบอกว่า คนที่ มีทั้งเงิน และ เวลายังมีอีกมากเพียงแต่เค้ายังไม่รู้จักเรา เราต้องPRให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย แล้วเรื่องเงินจะไม่ใช่ปัญหา"
    " ฉันมองในภาพตรงหน้าว่า จะมีสักกี่คนที่สามารถขึ้นตรงและยอมรับต่อเงื่อนไขปัจจุบันของกิจกรรมนี้ได้"
    " ฉันจึงเกิดคำถามขึ้นว่า เราต้องการเป้าหมายที่เป็นคนมีกำลังทรัพย์ และ สามารถมาทำงานอาสาสมัครเท่านั้นเหรอ"
    " เราจะทิ้งคนกลุ่มที่เหลือ ที่ไม่มีเงินพอ แต่อยากมาใช่มั้ย แล้วเป้าหมายในการโปรยเมล็ดจิตอาสา ไปยังทั่วทุกหน ทุกคน ก็คงเป็นเพียงโฆษณาสวยงามชักชวนลูกค้า ถ้าเป็นแบบนั้นสิ่งที่ฉันทำลงไปก็ไร้ค่าและสูญตน"
    " เวลานี้ชาวบ้านเค้าต้องการเรา เพื่อไปช่วยเหลือเค้า หรือเพียงต้องการเงินที่เราจ่ายเพื่อไปค้างกับเค้า "
    "ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้คนอื่นกำลังคิดยังไง แต่ฉันผิดหวังกับความคิดที่เสนอขึ้นมา"

    ที่ว่ามานี่ก็แค่บ่นเท่านั้น ไม่มีไรร้องไห้ไปหนึ่งรอบ เดี๋ยวมาคิดกันต่อ
    ฉันผิดหวังในตัวคุณ เพราะ ฉันหวังในตัวคุณสูงเกินไป สุดท้ายคุณก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงินทั่วไปๆ
    ที่ไม่เคยมองคนอื่นบนฐานชีวิตของเขา
    February 06

    วันนี้เดินมาทำงาน

    เนื่องจากช่วงนี้อยากทำตัวชีวจิต
    เลยเดินมาทำงาน
    พบว่า
    การเดินมาทำงาน โดยที่บ้านเราอยู่ในกรุงเทพเขตปทุมวันเนี่ย
    เป็นเรื่องที่โง่มาก
    แสบคอ จาม ตอนนี้ก็ยังแสบคออยู่ ว้อยยยย ควันเยอะชิบเลย ทั้งควันรถ ทั้งควันบุหรี่
    เมื่อยน่ะไม่เมื่อยหรอกแต่แสบคอ
    พรุ่งนี้ก็จะเดินมาทำงานอีก แต่คงเปลี่ยนเส้นทางที่รถน้อยๆ หน่อย
    February 03

    คำเตือนประจำวัน

    ทำงาน Routine มากๆ ระวังสมองฝ่อนะคะ